BLOG

วิธีทำมิโสะคัตสึหรือหมูทอดราดซอสมิโสะ ความอร่อยที่ไม่ต้องไปถึงนาโกย่า

วิธีทำมิโสะคัตสึหรือหมูทอดราดซอสมิโสะ ความอร่อยที่ไม่ต้องไปถึงนาโกย่า

หากพูดถึงอาหารขึ้นชื่อของเมืองนาโกย่าแล้ว คนญี่ปุ่นต่างรู้ว่าเป็นมิโสะคัตสึ (Miso Katsu) หรือหมูทอดที่ราดด้วยซอสรสหวานเค็มหอมอร่อยซึ่งทำจากมิโสะแดง เมนูนี้เป็นเมนูขึ้นชื่อของเมืองนาโกย่าเนื่องมาจากนาโกย่ามีชื่อในผลิตภัณฑ์มิโสะแดง มารู้จักมิโสะแดงและวิธีการทำมิโสะคัตสึกันนะคะ

มิโสะแดงคืออะไร

มิโสะแดงหรืออะคะมิโสะ (Akamiso , 赤味噌) เป็นมิโสะที่เกิดจากการหมักถั่วเหลืองที่นึ่งสุกนิ่มกับโคจิเป็นระยะเวลานานตั้งแต่ 1-3 ปี ในระหว่างการหมักจะมีปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard reaction) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาล (Browning reaction) ระหว่างน้ำตาลกับกรดอะมิโนและโปรตีนในถั่วเหลืองขึ้น ซึ่งยิ่งหมักนานยิ่งทำให้สีของมิโสะเข้มขึ้นจนออกสีน้ำตาลแดงในที่สุด  มิโสะแดงมีรสจัดจ้านเข้มข้นร่วมกับรสเค็ม ขมเล็กน้อย และรสอูมามิ คนญี่ปุ่นนิยมนำมิโสะแดงมาทำน้ำซุป หมักเนื้อ และเป็นซอสรับประทานกับโมจิ เต้าหู้ บุก และเนื้อสัตว์ทอด เป็นต้น

มิโสะแดง
เต้าหู้กับซอสมิโสะแดง

วิธีทำมิโสะคัตสึ

วัตถุดิบ (สำหรับ 2 คน)

  • ข้าวสวยสำหรับ 2  คน
  • หมูเนื้อสันหั่นเป็นชิ้น ชิ้นละประมาณ 80-100 กรัม 2 ชิ้น
  • แป้งสาลี พอประมาณ
  • ไข่ 1 ฟอง
  • เกล็ดขนมปัง พอประมาณ
  • ผักกาดกวางตุ้ง 2 ต้น
  • พริกไทยและเกลือ เล็กน้อย

ส่วนผสมซอสมิโสะ

  • มิโสะแดง 2 ช้อนโต๊ะ (หากไม่มีมิโสะแดงก็ให้ใช้มิโสะธรรมดาแทนได้)
  • น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 1 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ ½ ช้อนโต๊ะ
  • ดาชิผง ¼ ช้อนชา (หากมิโสะมีส่วนผสมของดาชิแล้วก็ไม่ต้องเติมดาชิก็ได้)
  • น้ำ ¼ ถ้วย

วิธีทำ

1. นำหมูมาบั้งด้านนอกส่วนที่ติดมัน 4-5 ครั้ง จากนั้นโรยเกลือและพริกไทยให้ทั่วทั้ง 2 ด้าน

2. นำหมูชุบแป้งสาลีจนทั่วแล้วแยกเอาแป้งส่วนเกินออกจากเนื้อหมู นำชุบไข่และเกร็ดขนมปังตามลำดับ จากนั้นวางเรียงในถาดและใส่ไว้ในตู้เย็นประมาณ 10 นาที

หมูชุบเกร็ดขนมปัง

3. นำส่วนผสมเครื่องปรุงซอสมิโสะใส่หม้อ ตั้งบนไฟอ่อนและกวนด้วยพายไม้จนมิโสะหนืดแล้วจึงปิดไฟ

 

4. ล้างผักกาดกวางตุ้งให้สะอาดแล้วนำไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 2-3 นาที ก่อนนำมาล้างด้วยน้ำเย็นและหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ที่มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร จากนั้นบีบน้ำออกจากผักและเติมโชยุประมาณ 1 ช้อนชาลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว

5. นำหมูออกจากตู้เย็นและทอดในน้ำมันจนหมูเป็นสีน้ำตาลอ่อน แล้วจึงวางไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน หั่นเป็นชิ้นพอคำ จัดวางบนข้าวสวยที่รองด้วยผักกาดกวางตุ้งไว้ ราดซอสมิโสะลงไป และจัดเสิร์ฟพร้อมผักดอง

หากชอบมิโสะ บอกเลยค่ะว่าเมนูมิโสะคัตสึ อร่อยมาก ถูกใจสมาชิกในบ้านแน่ๆ ค่ะ นอกจากรับประทานกับหมูทอดแล้วยังสามารถนำซอสมิโสะที่เหลือมารับประทานกับเต้าหู้โมเมนทอดได้ด้วย มีเวลาลองทำดูนะคะ          สล็อตเว็บตรง

รู้จักกับเมนูเจงกิสข่าน อาหารขึ้นชื่อของฮอกไกโด

รู้จักกับเมนูเจงกิสข่าน อาหารขึ้นชื่อของฮอกไกโด

เพื่อน ๆ ผู้อ่าน ANNGLE พอจะคุ้นชื่อเจงกิสข่านกันไหมคะ หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงชื่อของบุคคลในประวัติศาสตร์ หรือเพลงเจงกิสข่าน? แล้วทราบรึเปล่าว่าเจงกิสข่านเป็นชื่อเมนูอาหารชื่อดังของฮอกไกโดด้วย วันนี้ผู้เขียนจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกันเมนูนี้กันค่ะ

เมนูเจงกิสข่านคือ?

ดูหน้าตาแล้วก็ไม่ต่างจากเนื้อย่างเลยใช่ไหมคะ ใช่แล้วค่ะ เมนูเจงกิสข่าน ก็คือเมนูเนื้อย่างเหมือนที่เรากินกันทั่วไปนี่แหละค่ะ เพียงแต่เนื้อนั้นไม่ใช่เนื้อวัวหรือเนื้อหมู แต่เป็น “เนื้อแกะ” !!

เจงกิสข่านเป็นเมนูที่คุ้นเคยกันดีสำหรับชาวฮอกไกโดค่ะ อันที่จริงแล้วที่จังหวัดอื่น ๆ ก็มีการรับประทานเนื้อแกะเหมือนกัน แต่เจงกิสข่านของฮอกไกโดมีชื่อเสียงมากกว่า เรียกได้ว่าเป็นของดีประจำฮอกไกโดที่คนไปเที่ยวต้องไปลองรับประทานดูสักครั้งค่ะ

ส่วนใหญ่แล้ว เมนูนี้จะย่างบนเตาแบบเฉพาะพิเศษ ซึ่งเตานั้นจะมีลักษณะเหมือนเป็นโดมตรงกลางคล้ายกับเตาสีดำของบาบีคิวพลาซ่าในบ้านเรา บางที่ก็หมักเนื้อกับน้ำจิ้มไว้ก่อน บางที่ก็จิ้มทีหลัง ย่างเนื้อตรงกลาง และใส่ผักรอบ ๆ ส่วนใหญ่จะใส่ถั่วงอก พริกหยวก หอมหัวใหญ่ค่ะ

จุดเริ่มต้นของเจงกิสข่านที่ฮอกไกโด

อันที่จริงแล้วเมนูเนื้อแกะนี้เพิ่งเริ่มเข้ามาในญี่ปุ่นได้ไม่นาน เมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของญี่ปุ่น นั่นก็คือ ในช่วงยุคไทโช (ปีค.ศ. 1912 – 1926) เอง ส่วนชาวฮอกไกโดเริ่มรับประทานกันอย่างแพร่หลายในครัวเรือนในยุคถัดมาหรือช่วงต้นยุคโชวะ

ในปี 1918 เริ่มมีการเลี้ยงแกะในฮอกไกโดเพื่อผลิตขนแกะสำหรับชุดทหาร จากที่ก่อนหน้านี้จะเป็นการนำเข้าซะส่วนใหญ่ แต่ช่วงระหว่างสงครามไม่สามารถนำเข้าได้ จึงเริ่มผลิตเองในประเทศแทน โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่ที่สึคิซามุ เมืองซัปโปโร และเมืองทาคิคาวะ

และหลังจากนั้นก็เริ่มมีการใช้ประโยชน์จากแกะมากขึ้น เอกสารในปี 1931 มีบันทึกว่าเริ่มมีการนำเนื้อแกะมาทำเป็นอาหาร ในปี 1936 ก็มีเอกสารปรากฏว่ามีงานเลี้ยงกินหม้อไฟเจงกิสข่านที่ซัปโปโร และหลังจากนั้น เจงกิสข่านก็เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น

จากที่ตอนแรกถูกมองว่าเป็นอาหารราคาถูกในบรรดาเมนูเนื้อย่าง แต่ด้วยชื่อที่ค่อนข้างมีอิมแพค ทำให้เมนูนี้แพร่หลายภายในฮอกไกโดมากขึ้น ถึงแม้ว่าช่วงหลังสงครามจำนวนแกะเลี้ยงจะลดลง แต่ก็มีการใช้เนื้อแกะนำเข้าแทน จนปัจจุบันเมนูเจงกิสข่ายกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการกินที่ขาดไม่ได้ของชาวฮอกไกโด

เอ๊ะ! แล้วทำไมถึงชื่อเจงกิสข่านล่ะ?

สงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมเมนูเนื้อแกะย่างนี้ถึงชื่อ เจงกิสข่าน ผู้เขียนก็สงสัยเช่นกันค่ะ หลังจากที่ได้ไปค้นหาคำตอบมา ดูเหมือนจะมีข้อสันนิษฐานหลายแบบเลยค่ะ

มาจาก เจงกิสข่านแห่งจักรวรรดิมองโกล

 

ข้อสันนิษฐานแรกมาจากเจงกิสข่าน จักรพรรดินักรบชาวมองโกล ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิมองโกล ชื่อที่หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นหูหรือเคยได้ยินประวัติของเขากันอยู่

ว่ากันว่าในระหว่างการเดินทาง เจงกิสข่านให้เหล่าทหารกินเนื้อแกะเพื่อประทังชีวิต จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อนี้ค่ะ แต่ดูเหมือนว่าในบรรดาอาหารมองโกลจะไม่มีอาหารประเภทนี้อยู่ อ่าว..ซะงั้น

มาจาก เมนูของจีน

ข้อสันนิษฐานต่อมา ว่ากันว่ามาจากเมนูเนื้อแกะย่างของจีน ที่ต่อมาได้มีการนำมาทำเป็นสไตล์ญี่ปุ่น และตั้งชื่อว่า “เจงกิสข่าน” โดยถ้าพูดถึงเนื้อแกะ ก็ต้องนึกถึง มองโกล และมองโกล = เจงกิสข่าน ฮีโร่แห่งมองโกล

มาจาก หมวกเกราะ?

ส่วนข้อนี้มาจากหม้อที่ใช้สำหรับทำเจงกิสข่านนั้นคล้ายกับหมวกเกราะที่กองทัพของเจงกิสข่านใช้ ก็เลยเป็นที่มาของชื่อนี้ค่ะ

เป็นอย่างไรคะ แต่ละข้อสันนิษฐานนี่ไม่รู้ว่าเชื่ออันไหนดีเลย แต่อย่างไรก็ตามถ้าไปฮอกไกโดแล้วพูดถึงเจงกิสข่าน รับรองว่าไม่มีชาวฮอกไกโดคนไหนไม่รู้จักแน่นอนค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังมีวัฒนธรรมย่างเนื้อแกะหรือกินเมนูเจงกิสข่านใต้ต้นซากุระด้วย ชมดอกไม้ใต้ต้นซากุระไป ย่างเนื้อแกะกินไป เป็นธรรมเนียมหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของคนที่นี่เลยทีเดียวค่ะ      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

3 อาหารท้องถิ่นฮอกไกโดที่แฟนพันธุ์แท้ต้องลอง

3 อาหารท้องถิ่นฮอกไกโดที่แฟนพันธุ์แท้ต้องลอง

หากเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบฮอกไกโดละก็ ขอบอกว่าจะต้องไม่พลาดทาน “ZANGI(ซังกิ)” “สลัดราเมง” และ “SANMANMA(ซันมันมะ)” ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นแท้ๆ ประจำฮอกไกโด หมดโควิดนี้ใครมีแพลนไปเที่ยวฮอกไกโดอยู่ละก็ขอแนะนำให้ทำการบ้านไว้ก่อนด้วยการลองไปซ้อมทานอาหารท้องถิ่นของฮอกไกโดที่ว่านี้กันก่อน เป็นการชิมลาง เพื่อนๆ ว่าดีมั้ยคะ อิอิ ถ้าเห็นด้วยกับเราละก็ขอแนะนำ “ร้าน Hokkaido Sushi Izakaya EZOYA” อยู่แถวสุขุมวิท ซึ่งร้าน EZOYA นี้อยู่ในเครือเดียวกับร้านอิซากะที่ซัปโปโร จึงมั่นใจได้เลยว่าจะได้ทานอาหารรสชาติเดียวกับที่ฮอกไกโดแน่นอน

“ZANGI” เป็นไก่ทอดคาราเกะสไตล์ฮอกไกโดที่ไม่มีสูตรชัดเจน การปรุงรสอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับภูมิภาคและร้านค้า ถ้าเพื่อนๆเป็นคนที่ชอบทานไก่อยู่แล้วอยากให้ลองทานเปรียบเทียบหลายๆที่แล้วหาร้านที่ชอบที่สุดดูนะคะ “สลัดราเมง” เป็นเมนูสลัดมีเฉพาะที่ฮอกไกโดที่ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องราเมงเท่านั้น โดยเมนูนี้จะเป็นเมนูที่ลวกเส้นราเมงใส่ลงในผักสดแล้วราดด้วยน้ำสลัด สำหรับคนชอบทานเส้นบอกเลยว่าเมนูนี้เด็ดมากๆ “SANMANMA” เป็นอาหารท้องถิ่นของภูมิภาค คุชิโระ ของฮอกไกโดโดยนำปลาซัมมะทั้งตัวมาห่อข้าวอบทรงเครื่องแล้วม้วน จากนั้นนำไปย่างไฟ หากได้ทานเมนูซันมันมะนี้แสดงว่าเพื่อนๆ เป็นแฟนพันธุ์แท้อาหารฮอกไกโดเต็มตัวแล้ว ถ้าได้ไปเที่ยวฮอกไกโดเมื่อไหร่ก็อย่าลืมลองไปชิมรสชาติแท้ๆ ของเมนูนี้ดูนะคะ

SANMANMA ปลาซัมมะย่างพันข้าวอบ อาหารท้องถิ่นภูมิภาคคุชิโระแห่งฮอกไกโด

 

ทะเลสาบมาชูในภูมิภาคคุชิโระ

ทะเลสาบมาชูเป็นทะเลสาบที่น้ำใสที่สุดในญี่ปุ่นและใสเป็นอันดับสองของโลกรองจากทะเลสาบไบคาล ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกฮอกไกโดเมื่อปี 2001          สล็อตเว็บตรง

ข้อมูลร้าน Hokkaido Sushi Izakaya EZOYA


ที่อยู่: 720/19-20 Sukhumvit Rd Between Soi28-30, Klongtoey, Bangkok 10110
Facebook
แผนที่:

 

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในฮอกไกโด
Hokkaido Government Representative Office – ภาษาไทย

“ซูชิห่อใบพลับ” ของดีจังหวัดนารา ที่ไม่ได้มีแต่ที่จังหวัดนารา

“ซูชิห่อใบพลับ” ของดีจังหวัดนารา ที่ไม่ได้มีแต่ที่จังหวัดนารา

สมัยก่อนตอนที่ผู้เขียนยังอยู่ที่โอซาก้า ผู้เขียนบังเอิญได้เจอกับสินค้าตัวนึงในซุปเปอร์มาร์เก็ต นั่นก็คือ “ซูชิห่อใบพลับ” (คาคิ โนะ ฮะ ซูชิ 柿の葉寿司) พอได้ไปเที่ยวจังหวัดนารา ลงรถไปปั๊บก็เห็นมี “ซูชิห่อใบพลับ” แพ็คใส่กล่องขายอย่างดี นัยว่าเป็นสินค้าของฝากสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นของดีอย่างหนึ่งประจำจังหวัด จำได้ว่าเป็นซูชิหน้าปลาซาบะดองและแซลมอน อร่อยดีเหมือนกัน และใบพลับก็มีกลิ่นเฉพาะของมัน วันนี้ขออนุญาตเล่าเรื่องของประวัติความเป็นมาของ “ซูชิห่อใบพลับ” เท่าที่ได้ค้นหามาดังนี้นะครับ

ความเป็นมาของซูชิห่อใบพลับ

สมัยก่อนราวยุคเอโดะ มีทางหลวงสายฮิวาชิคุโนะไคโด (東熊野街道) ซึ่งเชื่อมต่อเมืองคุมาโนะกับโยชิโนะและคาชิฮาระ ถนนสายนี้ก็ถูกเรียกว่าเป็น “ถนนสายปลาซาบะ” อีกเส้นหนึ่งเหมือนกัน ปลาซาบะที่เขาจับได้เอามาขึ้นที่คุมาโนะเขาก็จะเอามาดองเกลือ อัดใส่ตะกร้าสะพายหลังแล้วขนเอาไปขายตามหมู่บ้านต่างๆ ตามถนนหรือที่อยู่ตามหุบเขา (คงยังจำกันได้ว่าปลาซาบะดองเป็นเรื่องของคนจังหวัดไม่ติดทะเล ก็ต้องกินปลาดองกัน) ชาวบ้านแถวโยชิโนะเขาก็เอาชิ้นปลาแล่บางๆ (ที่ต้องหั่นบางๆ ก็เพราะมันเค็ม) แปะบนข้าว เอาใบพลับมาห่อ (ชาวบ้านแถวบ้านปลูกต้นพลับกันทุกบ้าน ถ้าใบเดียวห่อไม่มิดก็เอาสองใบห่อ) เอาอัดใส่ถังให้แน่น (ไม่มีช่องว่าง) เอาหินทับ หมักสักหนึ่งเดือนก็ได้ที่ก็กลายเป็นซูชิกินได้ (เปรี้ยวได้ที อันนี้คือวิธีอย่างโบราณเลยเหมือนปลาส้มบ้านเรา เปรี้ยวเพราะการหมักไม่ใช่เปรี้ยวเพราะใส่น้ำส้มสายชู) เป็นของดีไว้กินยามมีเทศกาล (สำหรับสมัยโบราณตามหมู่บ้านหลังเขา มีปลาทะเลกินนี่ถือว่าหรูแล้วนะครับ)

สารแทนนินที่มีอยู่ในใบพลับนั้นมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย กันบูด ทำให้โปรตีนแข็งตัว ช่วยกระชับเนื้อปลาซาบะให้แน่นขึ้น กลิ่นของใบพลับยังช่วยขจัดกลิ่นของปลาด้วย อันนี้นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่งจริงๆ

ที่กล่าวมานี่คือซูชิอย่างโบราณจริงๆ เหมือนอย่างปลาส้ม แต่พอมาสมัยนี้คนญี่ปุ่นก็ชอบใช้วิธี “เปรี้ยวด่วน” ใส่น้ำส้มสายชูลงในข้าวอย่างที่เรารู้กันนั่นแหละครับ แต่ถึงกระนั้นก็ยังใช้วิธีเอาหินทับคล้ายๆ จะหมักไว้ค้างคืนอยู่ และจากที่เคยเป็นวิธีถนอมอาหารอย่างชาวบ้านที่อยู่ตามที่ห่างไกล ก็กลายเป็น “ของแปลก” สำหรับนักท่องเที่ยวได้ซื้อตามสถานีรถไฟอย่างที่ผู้เขียนได้เห็นและได้กินนั่นหล่ะครับ ปลาที่ใช้ก็เริ่มมีปลาอื่นตามรสนิยมสมัยใหม่อย่างปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาไหล หมึกทาโกะ กุ้ง เห็ดหอม ไชเท้า ฯลฯ ขนาดก็ทำพอดีคำ กลายเป็นอาหารขายนักท่องเที่ยวเต็มตัวไปแล้วจริงๆ ประมาณว่านั่งรถไฟมาแล้วต้องซื้อกิน แต่วิธีการทำและหน้าตานี่ไปไกลจากแบบชาวบ้านดั้งเดิมไปแล้วพอสมควร แต่ที่หมู่บ้านคาวาคามิ ยังมีซูชิห่อใบพลับสูตรดั้งเดิมที่หมักปลาดองเกลือกับข้าวจนเป็นปลาส้ม (ไม่ใส่น้ำส้มสายชู) อยู่

 

ที่เมืองโยชิโนะ จังหวัดนารา ยังมีธรรมเนียมการเอาซูชิห่อใบพลับมาปิ้งนิดๆ ในฤดูหนาว นัยว่ากินแล้วอบอุ่นร่างกายดี

ที่จริงแล้วซูชิห่อใบพลับนั้นมีทำกินไม่ใช่แค่เมืองโยชิโนะจังหวัดนาราเท่านั้น แต่ยังมีที่จังหวัดวากายามะ จังหวัดอิชิกาวะ และจังหวัดทตโตริด้วย ซึ่งวัตถุดิบก็ต่างกันไปอีกตามท้องถิ่น ซูชิห่อใบพลับแบบเขตท้องที่คากะ จังหวัดอิชิกะวะนั้น จะมีสูตรพลิกแพลงคือเอากุ้งซากุระ หรือสาหร่ายสีเขียวโรยไปบนข้าวด้วย ส่วนเครื่องข้างหน้าก็อาจเป็นปลาซาบะ ปลาแซลมอน ปลาบุริ (ปลาหางเหลือง) หรือบางท้องที่ก็ใส่หนังปลาวาฬ เอาใส่ถัง เอาอะไรหนักๆ ทับ หมักข้ามคืนหรือสักหลายๆ วันก็กินได้ เป็นของกินในเทศกาลปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วง ทำกินในครัวเรือน

 

 

ส่วนที่เขตท้องที่ชิสึ จังหวัดทตโตรินั้น จะใช้ปลามาสุ (ปลาเทราท์) ดองน้ำส้มเป็นเครื่องบนข้าว ใส่ซันโช 山椒 (พริกไทยญี่ปุ่น) ด้วย แต่ทุกวันนี้การทำซูชิห่อใบพลับในครัวเรือนที่เขตท้องที่ชิสึนั้นน้อยลง จนเมื่อปี พ.ศ. 2530 กลุ่มวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พิเศษนางิ (那岐特産品開発研究会) จึงก่อตั้งขึ้นโดยเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อทำซูชิห่อใบพลับของเขตท้องที่ชิสึให้กลายเป็นสินค้า

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับของดีพื้นถิ่นของญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่ง ใครได้ไปเที่ยวนารา ลงรถไฟอย่าลืมลองซื้อกินดูนะครับ จริงๆ นาราทสึเกะ (ผักดองกากเหล้า) นี่ก็ของดีเมืองนาราอีกอย่าง นาราไม่ได้มีแต่วัดกับกวางนะครับ (ฮา) ขอให้เจริญอาหารนะครับ      UFABET เว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. 10 อันดับ “หมูดีมียี่ห้อ” ของญี่ปุ่น
  2. สินค้าใหม่ไอเดียเจ๋ง “VEGHEET” เปลี่ยนผักที่ถูกคัดทิ้งให้กลายเป็นผักแผ่น!
  3. “เทมปุระมาสเตอร์” ผู้ใช้มือเปล่าทอดเทมปุระในน้ำมันเดือด ๆ !!
  4. แนะนำแกงกะหรี่จาก 3 ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นที่ให้เครื่องจัดเต็มไม่แพ้กินที่ร้านอาหาร!!!

เคล็ดลับการเลือกซูชิราคาประหยัด ให้ได้คุณภาพเยี่ยงทานในร้านหรู

เคล็ดลับการเลือกซูชิราคาประหยัด ให้ได้คุณภาพเยี่ยงทานในร้านหรู

หากพูดถึงอาหารญี่ปุ่นเราก็คงต้องนึกถึง “ซูชิ” อย่างแน่นอน ปัจจุบันร้านซูชิมีให้เลือกมากมาย ทั้งร้านซูชิราคาสบาย ๆ ไปจนถึงร้านซูชิสไตล์โอมากาเสะสุดหรูราคาปาดเหงื่อ สำหรับคนรักซูชิที่อยากหาซูชิทานในราคาไม่แรงมาก แต่ได้รสชาติที่สดใหม่ อร่อย ไม่ได้แพ้ร้านหรู คราวนี้เราก็มีเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกร้านซูชิถูกและดี ได้คุณภาพปลาไม่แพ้ร้านราคาแพงมาฝากค่ะ

ซูชิหน้าอะไร ที่กินร้านไหนก็คุณภาพไม่ค่อยต่างกัน?

ร้านซูชิจานเวียนที่เสิร์ฟซูชิหลากหลายชนิดได้ในเวลาอันรวดเร็ว กับร้านซูชิสุดหรูที่มีเชฟยอดฝีมือมาปั้นซูชิให้ดูต่อหน้าและเสิร์ฟให้ถึงมือนั้น แน่นอนว่าราคาและบรรยากาศในร้านย่อมแตกต่างกัน แต่ว่ากันว่ามีซูชิอยู่ชนิดนึงที่ไม่ว่าจะทานที่ร้านหรูหรือร้านแบบราคาประหยัด รสชาติความอร่อยก็ถือว่าไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่ นั่นก็คือ ซูชิหน้าปลาแซลมอนสุดโปรดของคนไทยนั่นเอง สำหรับเหตุผลก็คือไม่ว่าจะเป็นร้านซูชิจานเวียนหรือร้านซูชิสุดหรู เนื้อปลาแซลมอนที่เสิร์ฟในร้านซูชิที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็เป็นปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศเหมือนกัน ทำให้ความสดใหม่ของเนื้อปลาแทบไม่แตกต่างกันมากเท่าไรนั่นเอง

ร้านไหนมีเมนูซุป Arajiru ร้านนั้นปลาสดจริงหรือ?

หลาย ๆ คนเวลาไปทานซูชิ มันก็ต้องสั่งซุปมาทานคู่กันสักหน่อย แต่สำหรับใครที่ไม่ได้มีธรรมเนียมชอบสั่งซุปมาทานคู่กัน เราก็ขอแนะนำให้กวาดสายตาดูเมนูก่อนเลือกร้านซูชิดูนะคะ ว่ากันว่าร้านไหนที่มีเมนูซุป Arajiru หรือซุปมิโสะใส่เศษเนื้อปลา ร้านนั้นย่อมจะมีเนื้อปลาที่สดใหม่เสิร์ฟให้ได้ทานกันแน่ ๆ นั่นเป็นเพราะว่าเศษเนื้อปลาเหล่านั้นเป็นส่วนที่ถ้าไม่ได้มีการชำแหละปลากันที่ร้านจะมีไม่ทางได้มาอย่างแน่นอน ดังนั้นหากร้านไหนที่มีซุป Arajiru อยู่ในเมนูย่อมหมายความว่าทางร้านแล่ปลากันสด ๆ ในร้าน จึงรับประกันได้ในระดับนึงเลยละว่าร้านนั้นมีปลาสด ๆ เสิร์ฟให้ได้ทาน

ช่วงเวลาที่จะได้ทานซูชิแบบสดใหม่สุด ๆ

ว่ากันว่าตามร้านซูชิจะมีช่วงเวลาที่เสิร์ฟเนื้อปลาตอนกำลังสดใหม่สุด ๆ อยู่ด้วยนะรู้กันหรือเปล่า? ไม่ว่าร้านซูชิร้านไหนต่างก็พยายามจะเสิร์ฟเนื้อปลาที่อยู่ในสภาพสดใหม่กันอย่างสุดความสามารถ แต่บางครั้งก็มีบ้างที่ทางร้านจะต้องนำเนื้อปลาที่เหลือจากวันก่อนมาเสิร์ฟให้ได้ทานกัน โดยเนื้อปลาที่เหลือจากวันก่อนหน้านั้น ทางร้านก็จะพยายามเสิร์ฟออกก่อนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เสียรสชาติจนมากเกินไป นั่นก็หมายความว่าส่วนใหญ่ร้านจะเสิร์ฟเนื้อปลาของเก่าในช่วงที่เพิ่งเปิดร้านนั่นเอง ดังนั้นถ้าเพื่อน ๆ คนไหนอยากทานซูชิแบบสดใหม่ เราก็ขอแนะนำให้แวะไปทานในช่วงเวลาที่ร้านเริ่มเปิดให้บริการไปได้สักระยะแล้ว ก็อาจจะมีสิทธิ์ได้ทานซูชิที่มีเนื้อปลาสดใหม่เป็นพิเศษกันเลยละค่ะ

 

เป็นไงบ้างคะ สำหรับเคล็ดลับในการเลือกร้านสำหรับทานซูชิในแบบที่ไม่แพงแต่ได้คุณภาพความสดใหม่ที่จะทำให้คนรักซูชิได้ประทับใจ แน่นอนว่าร้านราคาประหยัดคงไม่สามารถเทียบคุณภาพในทุกมิติได้เท่ากับร้านสุดหรู แต่นี่ก็เป็นเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้เพื่อน ๆ สามารถเลือกร้านซูชิราคาประหยัดได้แบบคุ้มค่ามากที่สุดนะคะ    UFABET เว็บตรง

รู้จักซุปเปอร์ฟู้ด และประโยชน์สำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นนิยมมากๆ

รู้จักซุปเปอร์ฟู้ด และประโยชน์สำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นนิยมมากๆ

หากพูดถึงเรื่องการดูแลสุขภาพก็ต้องยกให้คนญี่ปุ่น ที่ขยันหาความรู้และอาหารที่ดีต่อสุขภาพมารับประทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย มารู้จักซุปเปอร์ฟู้ดในความหมายของคนญี่ปุ่น และอาหารที่คนญี่ปุ่นให้การยอมรับว่าเป็นซุปเปอร์ฟู้ดจริงๆ กันค่ะ

ซุปเปอร์ฟู้ดในความหมายของคนญี่ปุ่น

ซุปเปอร์ฟู้ดเป็นคำนิยามของอาหารซึ่งมีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายสูงมากแม้จะรับประทานในปริมาณเพียงเล็กน้อย เป็นอาหารที่คนในท้องถิ่นนิยมรับประทาน และได้ผ่านการศึกษาข้อมูลมาอย่างดีแล้วว่าปลอดภัยต่อสุขภาพในการนำมารับประทานในชีวิตประจำวัน

อาหารที่คนญี่ปุ่นจัดว่าเป็นซุปเปอร์ฟู้ดและคุณค่าสารอาหาร

มะพร้าว (Coconut)

มะพร้าวอุดมไปด้วยแร่ธาตุได้แก่ โพแทสเซียม ธาตุเหล็กและแมกนีเซียม และเส้นใยอาหาร การรับประทานมะพร้าวในปริมาณที่พอเหมาะเป็นประจำจะช่วยให้สิ่งแวดล้อมในลำไส้ดีขึ้นและช่วยลดการบวมน้ำของร่างกายได้ด้วย

ผักเคล (Kale)

ผักเคลหรือผักคะน้าใบหยิกเป็นผักในตระกูลผักกาดที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ บีต้า แคโรทีน วิตามินอี วิตามินซี และลูทีน

หัวบีท (Beets)

หัวบีทอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งช่วยลดความดันโลหิต เส้นใยอาหารและน้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ ซึ่งช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมในลำไส้ให้ดี และโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง

อะโวคาโด (Avocado)

อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ได้แก่ วิตามินอี วิตามินเอ บีต้า แคโรทีน โฟเลท โพแทสเซียม และกรดไขมันดีชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันโรคหัวใจได้

โกจิเบอร์รี่ (Goji berry) หรือเก๋ากี้

เก๋ากี้อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 3 วิตามินอี บีต้า แคโรทีน และโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความแก่และป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ดี

ข้าวสีดำ (Black rice)

ข้าวสีดำประกอบไปด้วยแอนโทไซยานินในปริมาณที่สูง สารชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยชะลอความแก่ และป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ดี

ต้นอ่อนบร็อคโคลี่  (Broccoli sprouts)

ต้นอ่อนบร็อคโคลี่อุดมไปด้วยสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ซึ่งช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี  และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน

โทงเทงฝรั่งหรือโกลเด้นเบอร์รี่ (Golden berry)

โทงเทงฝรั่งเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน น้ำตาลอินโนซิทอล (Inositol) และเส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในร่างกาย เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในช่วงการลดน้ำหนัก

พุทราจีน (Jujube)

พุทราจีนมีเส้นใยอาหารมากกว่าโกโบ หรือราก Burdock ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งเส้นใยอาหารถึง 2 เท่า อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารซาโปนิน ซึ่งช่วยกดการสะสมของไขมันในร่างกายได้ดี

 

ข้าวบาร์เลย์ (Barley)

ข้าวบาร์เลย์อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ จึงช่วยกดการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำตาลในเลือด และทำให้รู้สึกอิ่มนาน

เมล็ดกัญชง (Hemp seeds)

เมล็ดกัญชงอุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็น คือ กรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6  ในสัดส่วนที่ดีต่อร่างกาย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูงและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย

มีซุปเปอร์ฟู้ดหลายชนิดที่หาซื้อได้ง่ายในเมืองไทย ลองหาซื้อมารับประทานกันนะคะ ทั้งนี้การรับประทานเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุดคือการรับประทานอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่ไม่มากเกินไปค่ะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

“อาหารไทย x ภาชนะญี่ปุ่นแฮนด์เมด” การผสมผสานที่ลงตัวจากพ่อครัวชาวญี่ปุ่น ณ ร้าน Koi Koi Shouten

ใครที่ไปอยู่ญี่ปุ่นนาน ๆ หรือไปทริปเที่ยวญี่ปุ่นยาวเป็นสัปดาห์ก็อาจจะมีคิดถึงอาหารไทยบ้างใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เรามีร้านอาหารไทยกลิ่นอายญี่ปุ่นในเกียวโตมาแนะนำกัน ร้านนี้ชื่อว่าร้าน Koi Koi Shouten อยู่ในย่านชิชิกะตานิ เมืองเกียวโต มีความพิเศษตรงที่เป็นร้านอาหารไทยรสชาติไทยแท้ ๆ รังสรรค์โดยฝีมือเชฟคนญี่ปุ่น เสิร์ฟในภาชนะญี่ปุ่นแฮนด์เมด บรรยากาศภายในร้านและรายการอาหารจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

ร้าน Koi Koi Shouten

 

เพียงแค่เรายืนมองร้านจากภายนอก ก็สามารถสัมผัสถึงบรรยากาศเก่า ๆ สุดคลาสสิคที่แสนคิดถึง พร้อมกับความสงบเงียบท่ามกลางสีเขียวของต้นไม้ที่เจ้าของร้านนำมาวางประดับไว้หน้าร้าน พอมองลอดผ่านกระจกใสเข้าไปจะแอบมองเห็นเฟอร์นิเจอร์คลาสสิค สีคุมโทนสบายตา พอก้าวเท้าเข้าไปในร้าน เราจะพบว่านอกจากเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นโต๊ะกับเก้าอี้ที่เรามองเห็นจากนอกร้านแล้ว ยังมีตู้หนังสือและชั้นวางที่ทำจากไม้สีเข้ม เพิ่มความคลาสสิคให้กับร้านนี้เข้าไปอีก เหล่าภาชนะและเครื่องปั้นที่วางโชว์อยู่บนชั้น ล้วนเป็นของแฮนด์เมดที่ใช้ภูมิปัญญาและทักษะการทำแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากและมีคุณค่ามาก ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นเครื่องปรุงและเครื่องดื่มของไทยวางอยู่ด้วย ช่างเป็นส่วนผสมที่ดูแปลกตา แต่ก็เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เชฟอาหารไทย คุณวาตานะเบะ ยูตะ

 

คุณวาตานะเบะ ยูตะ เชฟเจ้าของร้าน Koi Koi Shouten มีความคิดที่ว่า “ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั้นญี่ปุ่นหรืออาหารไทย ล้วนแต่เป็นงานฝีมือทั้งนั้น ส่วนตัวชื่นชอบเครื่องปั้นของญี่ปุ่นอยู่แล้ว และก็ใช้เป็นภาชนะอยู่ที่บ้านด้วย เลยคิดว่าถ้าเอามาผสมผสานกับอาหารไทยที่ทำด้วยมือตัวเองแต่ละจานแต่ละจาน ก็คงจะเข้ากันได้อย่างดี” ประกอบกับประสบการณ์ทำงานเป็นเชฟร้านอาหารไทยในเมืองเกียวโตและมีลูกค้าติดใจรสมือของคุณวาตานะเบะมากมาย ทำให้เกิดเป็นร้าน Koi Koi Shouten นี้ขึ้นมา

อาหารจานเด่น

 

หากเราไปร้าน Koi Koi Shouten ตอนกลางวัน จะมี lunch set ที่เราสามารถเลือกอาหารจานหลักเองได้ และจะเสิร์ฟมาคู่กับส้มตำแคร์รอต ไข่ตุ๋น และเครื่องดื่ม แน่นอนว่าเมนูอาหารแต่ละอย่างเสิร์ฟมาในภาชนะแฮนด์เมดของญี่ปุ่นรูปร่าง สีสัน และลวดลายแตกต่างกันไป

 

ส่วนตะกร้าเครื่องปรุงของไทย (พริกป่น น้ำตาล น้ำปลา น้ำส้มสายชู) ก็เสิร์ฟมาในรูปแบบใหม่ อยู่ในไหเล็ก ๆ ที่ปั้นด้วยมืออย่างพิถีพิถัน เพิ่มอรรถรสในการกินได้อย่างดี

ภาชนะแฮนด์เมดทรงคุณค่า

 

 

สำหรับลูกค้าคนไหนที่มาทานอาหารแล้วติดใจในความสวยงามของภาชนะ ก็สามารถซื้อกลับบ้านได้เหมือนกัน คุณวาตานาเบะบอกว่า การที่เขาใช้ภาชนะแฮนด์เมดของญี่ปุ่นมาใส่อาหารในร้านแบบนี้ ก็เหมือนเขาขายภาชนะแบบใช้จริงให้ลูกค้าดูไปในตัว ทำให้ลูกค้าเห็นภาพว่าภาชนะแต่ละชิ้นเมื่อนำไปใส่อาหารแล้วจะออกมาเป็นอย่างไร ใช้งานได้สะดวกมากน้อยเพียงไหน ไม่หมดเพียงแค่นั้น คุณวาตานาเบะยังได้รวบรวมภาชนะและเครื่องปั้นจากหลากหลายพื้นที่ หลากหลายช่างปั้นทั่วประเทศญี่ปุ่นมาวางขายในร้านอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น อนตะยากิ (小鹿田焼) จากเมืองโออิตะซึ่งมีจุดเด่นที่การสร้างลวดลายเป็นริ้ว ๆ โทเบะยากิ (砥部焼) จากเมืองไอจิซึ่งมีจุดเด่นที่ความแข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ ยังมีแก้วเป่ารูปร่างสวยงามหลากหลายให้เลือกสรรกันอีกด้วย

 

เพื่อน ๆ คนไหนมีโอกาสผ่านไปแถวเกียวโตแล้วเกิดอยากทานอาหารไทยขึ้นมา หรือว่าอยากไปสัมผัสงานแฮนด์เมดของญี่ปุ่นก็สามารถแวะเข้าไปที่ร้าน Koi Koi Shouten ได้นะคะ สำหรับใครที่มีความชื่นชอบในภาชนะทำมือหรือเครื่องปั้นดั้งเดิมของญี่ปุ่นอยู่แล้ว ก็สามารถเข้าไปคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับคุณวาตานาเบะได้เช่นกันค่ะ      UFABET เว็บตรง

ร้าน Koi Koi Shouten
ที่อยู่ : 30 shishigatani hounenin machi, sakyou-ku, kyoto-shi, kyoto
เบอร์โทร : 075-744-0657
เวลาเปิดปิด : 12:00-21:00
แผนที่ :

15 จุดเช็คอินเที่ยวญี่ปุ่นดีต่อใจ ไม่ไปไม่ได้แล้ว

15 จุดเช็คอินเที่ยวญี่ปุ่นดีต่อใจ ไม่ไปไม่ได้แล้ว

จองตั๋วญี่ปุ่นไว้แต่เจองานด่วนเข้าไปเลยไม่มีเวลาทำแพลน ใครเข้าข่ายสถานการณ์นี้ขอให้เร่เข้ามาค่ะ เร่เข้ามา ไม่ใช่อะไร เพราะ Traveloka ขออาสาทำแพลนเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ให้เอง! โดยเลือกเอาจุดหมายยอดนิยมอย่าง 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ โตเกียว, โอซาก้า และฟุกุโอกะ พร้อมกับชี้เป้าเจาะกันเลยเป็นพิกัดๆ แบบที่คิดแล้วว่าสายไหนไปก็น่าจะดีต่อใจกันทุกผู้ทุกคน

โตเกียว

ห้าแยกชิบุยะ (Shibuya Crossing)

แลนด์มาร์คสำคัญที่ไม่ว่าใครไปเที่ยวญี่ปุ่น ที่โตเกียวก็ต้องแวะถ่ายรูปเหล่าฝูงชนที่สัญจรสวนกันไปมา ณ ห้าแยกชิบุยะ แต่จะมีใครรู้ว่าจุดชมวิวตรงไหนถึงจะถ่ายรูปสวยได้แบบดีต่อใจบ้าง อ่ะ…บอกให้ก็ได้ จุดแรกคือร้านกาแฟสตาร์บัคส์ตรงตึกซึทาญ่า (TSUTAYA) แต่ถ้าที่นี่ต้องเดินวนแล้ววนอีกโต๊ะก็ยังเต็ม ก็ให้ลองมาที่ L’Occitane Cafe แทนค่ะ จิบชาเบาๆ พลางมองวิวก็เป็นอะไรที่เก๋กู้ดน่าดู แต่ถ้าอยากได้วิวจากมุมสูงมากขึ้นไปอีก บนชั้น 7 ของอาคารเดียวกันกับคาเฟ่ล็อกซิทาน จะมีร้านอาหารชื่อ Gusto คุณสามารถไปใช้บริการที่นั่นได้เช่นกัน อาหารก็อร่อยด้วยนะ เรตติ้งจากชาวโลคอลนั้นค่อนข้างดีเลย

จองที่พักชิบุยะคลิกที่ Traveloka

ถนนเซ็นเตอร์ไก (Center-Gai)

ใกล้ๆ กับ 5 แยกชิบุยะคือเซ็นเตอร์ไก ถนนที่ตัดผ่ากลางชิบุยะระยะทางกว่า 300 เมตร ตลอดสาย เต็มไปด้วยร้านค้าเรียงรายทั้งสองฝั่ง บรรยากาศก็คึกคักตลอดกลางวันยันกลางคืน เนื่องจากย่านนี้ถือว่าเป็นศูนย์กลางอันดับต้นๆ ที่ชาววัยรุ่นต่างก็แวะมาช้อปปิ้งและแฮงเอาต์กันอย่างหนาตา ยิ่งถ้าใครได้มาเที่ยวญี่ปุ่นหน้าเทศกาลอย่างวันฮาโลวีน ขอให้มาที่นี่ค่ะ เพราะทั้งถนนจะเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวมาเพื่อเฉลิมฉลองแบบที่ไม่มียอมใครเลยล่ะ

จองที่พักชิบุยะคลิกที่ Traveloka

โตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree)

สัญลักษณ์โตเกียวแห่งใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากวัดเซนโซจินัก (หรือที่รู้จักกันดีว่าวัดอาซากุสะ) โดย “โตเกียวสกายทรี” เป็นหอสูงที่คุณสามารถชมวิวได้ทั่วทั้งโตเกียวแบบพาโนรามา อีกทั้งได้รับการยอมรับว่าเป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ภายในไม่ใช่ว่ามีเพื่อการชมวิวอย่างเดียว แต่ยังอัดแน่นไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นอควาเรียมที่มีมากถึง 8 โซน, คาเฟ่, ศูนย์การค้าที่มีแบรนด์ดังๆ ให้ได้เลือกละลายทรัพย์ อาทิ ยูนิโคล่, โอนิซึกะ ไทเกอร์ และ BAO BAO เป็นต้น

จองที่พักอาซากุสะคลิกที่ Traveloka

ถนนโอโมเตะซันโด (Omotesando Street)

ต้องยอมรับว่าโอโมเตะซันโดนั้นเป็นย่านที่สายสตรีทสามารถเดินเหินได้ทั้งวัน ด้วยความที่ตามรายทางมีคาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า และแฟล็กชิพ สโตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์โลคอลหรือแบรนด์ระดับโลก ซึ่งแต่ละร้านก็ทันสมัยอีกทั้งตัวอาคารก็ล้ำไปด้วยดีไซน์น่าถ่ายรูป อ้อ…สำหรับใครที่มาเดินเล่นที่นี่ อย่าลืมแวะ Cat Street ด้วยนะ เพราะถนนเส้นเล็กๆ นี้มีข้าวของเก๋ๆ น่าซื้อหามากมาย อย่างสินค้ามือสองสตรีทแบรนด์ ของทำมือกระจุกกระจิก ฯลฯ เอาเป็นว่าเดินได้เพลินๆ เลยล่ะ ที่สำคัญราคาไม่โหดร้ายเท่าถนนหลักด้วยนะ ลองดูๆ

จองที่พักโอโมเตะซันโดคลิกที่ Traveloka

ย่านไดคังยามะ (Daikanyama)

ช้อปปิ้งที่โตเกียวบอกเลยว่าสนุกไม่แพ้เกาหลี ยิ่งถ้าคุณได้ไปสำรวจแถวๆ ไดคังยามะ จะเห็นว่ามีร้านกระจุกกระจิกเก๋ๆ รวมถึงแบรนด์ไฮสตรีทดังๆ ที่แห่กันมาเปิดแถวนี้มากมาย แถมมีดีไซน์ สตูดิโอ อีกทั้งอาร์ตแกลเลอรี่ซ่อนตัวอยู่ตามรายทางเต็มไปหมด อีกอย่างย่านนี้มีคาเฟ่ชื่อดังตั้งอยู่ด้วยเริ่มตั้งแต่หน้าสถานีไดคังยามะก็เป็นรถขายกาแฟ Motoya Expresso Express แต่ที่พลาดไม่ได้สำหรับสายหวานก็ต้อง Camden Blue Donuts ร้านโดนัทที่บินมาไกลจากพอร์ทแลนด์

จองที่พักโตเกียวคลิกที่ Traveloka

โอซาก้า

ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ เจแปน (Universal Studios Japan)

คิดจะเที่ยวญี่ปุ่น ที่โอซาก้าให้ครบทุกมุม ว่ากันว่าทริปนั้นต้องมียูนิเวอร์แซลรวมอยู่ด้วย แต่สำหรับใครที่อินอยู่แล้วและไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็ต้องแวะสวนสนุก กล่าวตรงนี้เลยว่า “ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ เจแปน” คือสวรรค์ของคุณค่ะ โดยเฉพาะโซนยอดนิยมอย่าง The wizarding World Harry Potter ที่ทางสวนสนุกจำลองฮอกวอตส์ออกมาได้แบบเป๊ะๆ เนียนถึงขั้นที่ว่าแฟนหนังหลายๆ คนทึ่งจนพูดไม่ออก อีกทั้ง Minion Park คือโซนใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วก็เป็นอะไรที่พลาดไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่ต้องระวังกระเป๋าตังค์กันให้ดีๆ เพราะของโซนนี้คือน่ารักน่าเอากลับบ้านสุดๆ

จองที่พักโอซาก้าคลิกที่ Traveloka

ย่านโดทงโบริ (Dotonbori)

มาเที่ยวญี่ปุ่น ที่โอซาก้า ย่านที่ฮอตฮิตและครบครันทั้งช้อป ชิม ชิลล์สุดๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมไอคอนิกยอดนิยมอย่างป้ายกูลิโกะที่ทุกคนต้องได้สักรูปไว้อัพไอจี หรือจะเลือกเดินเข้าดองกี้แล้วช้อปมันทั้งคืนก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร อ้อ…ย่านนี้มีของกินขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน ทั้งราเมงข้อสอบที่ต้องเจิมสักมื้อ ระหว่างมื้อถ้าหิวก็โดนทาโกะยากิเจ้าดังได้ ส่วนปูมิโซะรสนัวค่อยเอาไว้แกล้มแก้วบ๊วยช่วงเย็นๆ เป็นการปิดท้าย เอาจริงๆ ย่านนี้คืออยู่ยาวได้ทั้งวัน ขอให้เชื่อ

จองที่พักโดทงโบริคลิกที่ Traveloka

ย่านชินเซไก (Shinsekai)

ถ้าอยากสัมผัสกลิ่นอายแห่งอดีตพร้อมกับความคึกคักฉบับชาวโลคอล เมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่นในโอซาก้า ขอให้แวะมาย่านชินเซไกนี่เลยค่ะ ยิ่งถ้าคุณเดินเข้าไปในตรอกจัน จัน โยโกะโช (Jan Jan Yokocho) นะ สิ่งที่จะเห็นเลยก็คือร้านกินดื่มที่อัดแน่นตลอดสาย อีกทั้งชาวโอซาก้าที่พลัดกันเดินเข้าร้านนู้นร้านนี้กันเป็นว่าเล่น ส่วนเมนูขึ้นชื่อที่ไม่ลองไม่ได้คืออาหารทอดเสียบไม้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ยันผลไม้ พี่เค้าเอามาทอดให้ได้หมด ก่อนกลับอย่าลืมเดินไปชมความงามของหอคอยซึเทนคาคุ (Tsutenkaku) ด้วยล่ะ จะได้เก็บครบเลยทั้งย่านในครั้งเดียว

จองที่พักชินเซไกคลิกที่ Traveloka

ศาลเจ้าสุมิโยชิ-ไทชา (Sumiyoshi Taisha)

ทริปเที่ยวญี่ปุ่นจะสมบูรณ์ได้ยังไงถ้ามาญี่ปุ่นแล้วไม่ได้เข้าวัด ซึ่งศาลเจ้าที่เรากำลังจะแนะนำให้คุณได้ไปนี้คือ “ศาลเจ้าสุมิโยชิ-ไทชา” อ่ะ…เอาแค่ความเก่าแก่ก็กินขาดแล้ว เนื่องจากศาลเจ้าสุมิโยชิ-ไทชาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานมามากกว่า 1,800 ปี อีกทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมก็โดดเด่นไม่แพ้ที่ไหนในญี่ปุ่น รวมถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะมีความเชื่อกันว่าหากมาสักการะเทพคามิ ณ ศาลเจ้าแห่งนี้แล้วจะเดินทางปลอดภัย พร้อมกับแคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง รู้งี้แล้วก็จดลงลิสต์เลยค่ะ ดีต่อใจแน่นอน

จองที่พักโอซาก้าคลิกที่ Traveloka

ย่านนาคาซากิโจ (Nakazaki-cho)

เป็นย่านที่เดินเพลินๆ ได้ทั้งวัน ผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน ที่สำคัญคนที่มาเดินย่านนี้ส่วนใหญ่งานพรีเมี่ยมจ่ะ ไม่แค่เฉพาะวัยที่กรุบการแต่งกายก็ยังเหมือนหลุดออกมาจาก Magazine ไปอีกกกกก เอาล่ะ เข้าเรื่อง มาที่นี่คุณจะได้ช้อปปิ้งสตรีทแวร์มือสองสภาพดี (ที่บางตัวก็หายาก) ในขณะเดียวกันงานอินทีเรียของแต่ละช็อปก็มีเอกลักษณ์น่าเข้าไปละลายทรัพย์แทบจะทุกร้าน เอาเป็นว่ามีหมื่นหมดหมื่นมีแสนก็หมดไปทั้งแสน ชัวร์!

จองที่พักอุเมดะคลิกที่ Traveloka

ฟุกุโอกะ

ซุ้มขายอาหารสไตล์ยาไต (Yatai Food Stall)

 

มาฟุกุโอกะทั้งทีแต่ไม่ไปลองชิมราเมงฮากาตะตามซุ้มอาหารแบบยาไตดู นี่บอกเลยว่าพลาดมาก เหมือนมาเที่ยวไม่ถึงญี่ปุ่น เพราะเสน่ห์แบบท้องถิ่นที่แท้ทรูที่คุณสามารถสัมผัสได้อย่างง่ายๆ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็คือการไปนั่งกินสตรีทฟู้ดตามข้างทางนี่แหละ ซึ่งซุ้มอาหารสไตล์ยาไตของฟุกุโอกะนั้นมีเอกลักษณ์ตรงที่แต่ละร้านมีที่นั่งจำนวนจำกัด บางร้านมีแค่ 6-10 ที่เท่านั้น และเมนูยอดนิยมก็หนีไม่พ้นราเมงแบบฮากาตะ นอกจากนี้ก็มีเมนูแบบอิซากาย่าโดยเฉพาะผักย่างของเค้านี่คือของขึ้นชื่อเลย หรือใครต้องการซดน้ำซุปร้อนๆ หรือ ทานอะไรเบาๆ ก็มีหลายร้านในแถบนั้นที่ขายโอเด้งอยู่เหมือนกัน

จองที่พักฟุกุโอกะคลิกที่ Traveloka

วัดโทโชจิ (Tochoji Temple)

เป็นวัดแบบพุทธในนิกายชินกอน (Shingon) ของภูมิภาคคิวชู ที่ภายในวิหารนั้นมีโคโบไดชิ (Kobo-Daishi) พระพุทธรูปปางนั่งแกะสลักด้วยไม้น้ำหนักกว่า 30 ตัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อฟูกุโอกะ ไดบุสสึ หรือพระใหญ่แห่งฟูกุโอกะนั่นเอง ข้างๆ กันคือเจดีย์สูง 5 ชั้นสร้างด้วยไม้สนที่มีลักษณะสวยงามน่าถ่ายรูปเอามากๆ

จองที่พักฟุกุโอกะคลิกที่ Traveloka

สวนโอโฮะริ (Ohori Park)

อีกกิจกรรมนึงที่ต้องห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่นคือการซื้อเบนโตะแล้วหาสถานที่ผ่อนคลายๆ อย่างสวนสาธารณะเพื่อไปปิกนิก ซึ่งถ้ามาเที่ยวที่ฟุกุโอกะสวนโอโฮะริคือเหมาะเหม็งค่ะ ด้วยบรรยากาศรอบๆ ที่มีตั้งแต่บึงน้ำขนาดใหญ่ สนามเด็กเล่น สวนดอกไม้ สถานที่จิบชาเบาๆ รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จัดแสดงงานเกี่ยวกับประติมากรรมมากมาย อ้อ…หากใครมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่นี่ยังเป็นจุดชมซากุระที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้อีกด้วยนะ

จองที่พักโอโฮะริคลิกที่ Traveloka

ย่านช้อปปิ้งเท็นจิน (Tenjin)

เรียกว่าเป็นย่านดาวน์ทาวน์ของฟุกุโอกะเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่มีห้างใหญ่ๆ รวมตัวอยู่มากมายให้ชาวเมืองได้เลือกช้อป ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็ห้างสรรพสินค้า Canal City ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ใครต่อใครต่างก็แวะมาพักผ่อนหย่อนใจกันที่นี่ ไม่เพียงเท่านั้น เท็นจินยังเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ เต็มสองฟากถนน จะเลือกเดินเล่นหรือช้อปปิ้งก็ทำได้เลยเต็มที่ ดีไม่ดีหมดตัวได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ สำหรับย่านนี้

จองที่พักเท็นจินคลิกที่ Traveloka

ฟุกุโอกะ ทาวเวอร์ (Fukuoka Tower)

ปิดท้ายแบบสวยๆ ด้วยการขึ้นไปชมเมืองฟุกุโอกะแบบ 360 องศาผ่านแลนด์มาร์คของเมืองอย่าง ฟุกุโอกะ ทาวเวอร์ จากความสูงที่มากถึง 234 เมตร ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็สามารถเห็นได้หมด โดยเฉพาะกับทัศนียภาพของทะเลฮากาตะที่เราอยากให้คุณได้เห็นความสวยงามนี้กับตาของตัวเอง หรือถ้าใครมาเป็นคู่การเลือกชมวิวเมืองที่นี่ตอนกลางคืนก็เป็นไอเดียที่เริ่ดอยู่นะ เปลี่ยนบรรยากาศบ้างเถอะจ่ะ ความรักจะได้ฟรุ้งฟริ้งกว่าเดิม

จองที่พักฟุกุโอกะคลิกที่ Traveloka

อ่ะ เรื่องแพลนเที่ยวญี่ปุ่นถือว่าเคลียร์ แต่สิ่งที่ต้องตำต่อไปก็คือหาที่พักให้ได้แล้วกดจองค่ะถึงจะคอมพลีตที่แท้ทรู! และอย่ามัวแต่อ้อยอิ่ง เพราะดีลดีๆ คุ้มๆ อาจหายไปจากหน้าไทม์ไลน์เมื่อไหร่ก็ได้ใครจะรู้ หรือถ้าไม่มีเวลาเช็คจริงๆ ขอให้กดไปที่เว็บไซต์ Traveloka เลย นอกจากจะมีที่พักให้เลือกเยอะ ในนั้นยังมีโปรฯส่วนลดที่พักและตั๋วเครื่องบินต่อคิวให้คุณได้จิ้มอันที่ตรงใจเพียบ ที่เหลือก็แค่แพ็กกระเป๋า พร้อมเคาท์ ดาวน์วันที่จะได้ปลดแอกจากงานที่รุมเร้าสู่วิถีการพักผ่อนที่คุณก็รอมันมาทั้งปี  UFABET เว็บตรง

โรงแรมเรียวกังสุดเก๋ที่ให้คุณสามารถถ่ายภาพสไตล์โออิรันได้ฟรีๆ

โรงแรมเรียวกังสุดเก๋ที่ให้คุณสามารถถ่ายภาพสไตล์โออิรันได้ฟรีๆ

ใครที่ชอบการท่องเที่ยวแบบเข้าถึงความเป็นญี่ปุ่นก็คงไม่พลาดที่จะนอนเรียวกัง (โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น) แช่บ่อน้ำร้อนออนเซน แต่การแช่บ่อน้ำร้อน รับประทานอาหารสไตล์ญี่ปุ่นในเรียวกัง อาจจะกลายเป็นประสบการณ์การเข้าพักที่ธรรมดาไปเสียแล้วสำหรับหลายคน คราวนี้เราเลยจะมาแนะนำเรียวกังที่มีบริการที่แตกต่างออกไปที่น่าจะถูกใจคนที่รักการถ่ายรูปอย่างแน่นอน ที่โรงแรมเรียวกัง Hanakouji Saigetsu (花小路 彩月) ในจังหวัดเฮียวโกะ ที่มีบริการให้แขกผู้เข้าพักสามารถถ่ายรูปในสไตล์โออิรัน (花魁風) ได้โดยสามารถยืมเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องตกแต่งผมได้แบบเต็มยศ

บริการแต่งตัวและถ่ายภาพ

ปกติถ้าเข้าพักตามโรงแรมที่มีบ่อน้ำร้อนออนเซน ทางโรงแรมก็จะมีชุดยูกาตะไว้ให้บริการใส่เดินอยู่ภายในโรงแรม และเดินไปยังบ่อน้ำร้อนอยู่แล้ว แต่สำหรับที่โรงแรม Hanakouji Saigetsu แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น แต่ยังมีบริการถ่ายภาพที่สตูดิโอถ่ายภาพที่มีชื่อ Akazu no Ma (AKAZU no MA 写真館) ที่จะให้คุณได้ถ่ายภาพในสไตล์โออิรัน หรือหญิงงามเมืองชั้นสูงในสมัยโบราณของญี่ปุ่น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้บริการสตูดิโอเลย!!

แต่เริ่มเดิมทีที่เรียวกังแห่งนี้จะมีห้องๆหนึ่งที่ไม่สามารถนำมาใช้เป็นห้องพักสำหรับแขกได้ ทางเรียวกังจึงใช้เป็นห้องเก็บของมาโดยตลอด แต่ทางโรงแรมก็มีความคิดที่จะใช้ประโยชน์จากห้องแห่งนี้เพื่อให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสถึงความขี้เล่นของทางโรงแรม จนเกิดเป็นไอเดียที่จะใช้ห้องนี้เป็นสตูดิโอสำหรับถ่ายภาพขึ้นมา

 

สร้างความทรงจำอันแสนวิเศษให้กับแขกผู้เข้าพัก

นอกเหนือจากออนเซนคุณภาพดีของบ่อน้ำร้อนคิโนซากิ (城崎温泉) บรรยากาศภายในห้องพักที่สวยงาม และอาหารอร่อยๆอีกมากมาย ที่จะทำให้ประสบการณ์การเข้าพักในเรียวกังโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่นของเพื่อนๆแตกต่างจากที่เคยเป็นอย่างแน่นอน เพราะที่นี่ยังมีบริการถ่ายภาพในสไตล์โออิรันให้บริการอีกด้วย

สำหรับราคาค่าเข้าพักนั้นหากเป็นแพ็คเกจราคาย่อมเยาจะอยู่ที่ท่านละประมาณ 10,000 เยน ส่วนตัวโรงแรมนั้นตั้งอยู่ห่างจากสถานี Kinosaki โดยเดินประมาณ 3 นาทีเท่านั้น ใครที่แวะไปเที่ยวยังจังหวัดเฮียวโกะ และอยากสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นในหลากหลายรูปแบบได้ภายในที่เดียว ก็อย่าลืมเลือกโรงแรม Hanakouji Saigetsu เป็นจุดหมายในการแวะพักของเพื่อนๆนะคะ        UFABET เว็บตรง

ตะลุย 5 ร้านบุฟเฟต์สารพัดทั่วโตเกียวกัน!

ตะลุย 5 ร้านบุฟเฟต์สารพัดทั่วโตเกียวกัน!

บ้านเราเดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็บุฟเฟต์ไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะบุฟเฟต์ชาบูเอย บุฟเฟต์แซลมอนเอย จ่ายราคาเดียว กินกันจุก ๆ ไปเลย คราวนี้ไปลองดูกินบุฟเฟต์ที่โตเกียวกันบ้างดีกว่าค่ะ ไปดูกันค่ะว่ามีร้านอะไรน่าไปกินบ้าง

1. Butagumi Shabu-an (豚組 しゃぶ庵 )【บุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น】

 

เริ่มกันที่อะไรที่ดีต่อสุขภาพกันก่อนดีกว่าค่ะ ร้านแรกที่จะแนะนำเป็นบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นที่รปปงหงิ บรรยากาศร้านแบบเก่า ๆ หน่อย อันที่จริงแล้วร้านนี้เป็นร้านชาบู แต่บุฟเฟต์มื้อกลางวันช่วงเลา 11:30-14:30 ของที่นี่จะเป็นอาหารญี่ปุ่น มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุด้ง แกงกะหรี่ สลัด ปลา และอีกมากมาย

 

เนื่องจากเป็นร้านชาบู จึงวางใจในคุณภาพของเนื้อหมูที่นี่ได้เลยค่ะ เมนูส่วนใหญ่ก็ใช้เนื้อหมูที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ สำหรับคนที่อยากอิ่ม ๆ แบบเฮลตี้ในราคาแค่ 1,000 เยนก็ต้องร้านนี้เลยค่ะ หรือถ้าไม่กินแบบบุฟเฟต์ จะสั่งชุดชาบูมากินก็ได้นะคะ รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันแน่นอนค่ะ

2. Sandog Inn (サンドッグイン神戸屋 )【บุฟเฟต์ขนมปัง】

 

ร้านต่อไปเป็นร้านบุฟเฟต์ขนมปังค่ะ ทางร้านเปิดเป็นบุฟเฟต์ช่วงเวลา 11:00-14:00 มีขนมปังตั้งเรียงแถวยาวกว่า 20 ชนิด มีตั้งแต่แซนวิชหมูทอด เมนูยอดนิยมของร้าน แซนด์วิชเนื้อ Pastrami ขนมปังหน้าพิซซ่า ไปจนถึงขนมปังไส้หวาน ๆ อย่างพายแอปเปิลอาโอโมริ และขนมปังอีกหลากหลายประเภทที่คนรักขนมปังไปต้องคุ้มแน่นอน

 

ซุปกับเครื่องดื่มก็เติมได้ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา แถมยังราคาไม่แพง คนละ 1,080 เยนเท่านั้น คนต่อแถวรอตั้งแต่ยังไม่ 11 โมงเลยทีเดียวค่ะ อยากจะมาที่นี่ก็ไม่ยากเลยค่ะ เพราะร้านอยู่ใน Yaesu Shopping Mall แหล่งช็อปปิ้งใต้ดินสถานีโตเกียว

3. XEX NIHONBASHI (XEX日本橋)【บุฟเฟต์สตรอว์เบอร์รี】

 

เปลี่ยนบรรยากาศไปร้านบุฟเฟต์ของหวานกันบ้างค่ะ ร้านนี้เป็นบุฟเฟต์สตรอว์เบอร์รี ซึ่งจะเปิดขายช่วงเดือนธันวาคม – พฤษภาคมเท่านั้น บุฟเฟต์สารพัดเมนูจากสตรอว์เบอร์รีกว่า 25 เมนู ยกตัวอย่างเช่น ทาร์ตสตรอว์เบอร์รี แป้งทาร์ตกรอบ ๆ กับสตรอว์เบอร์รีหวาน ๆ เปรี้ยว ๆ ชูครีมสตรอว์เบอร์รี มูสสตรอว์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รีช็อตเค้ก และอื่น ๆ อีกมากมายที่น่ากินสุด ๆ ใน ราคา 2,980 เยนในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง

 

แค่เห็นรูปก็อดใจไม่ไหวแล้วใช่ไหมคะ นอกจากนี้ที่ร้านยังมีอาหารคาวอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพาสต้าหรือพิซซ่า ซึ่งสามารถสั่งเป็นเซ็ตรวมบุฟเฟต์ของคาวกับสตรอว์เบอร์รีได้อีกด้วยค่ะ

4. Salon de the Cheese oukoku (サロンド・テ・チーズ王国 )【บุฟเฟต์ชีส】

 

ที่ต่อมาสายรักชีสห้ามพลาดเลยค่ะ เพราะที่นี่มีบุฟเฟต์ชีส! ทุกวันที่ 11 ของทุกเดือน ร้านนี้จะตั้งให้เป็นวันแห่งชีส เพื่อให้ทุกคนมาเลือกกินบุฟเฟต์ชีสในรูปแบบต่าง ๆ ได้ตามใจชอบภายในเวลา 1 ชั่วโมง ในราคา 2,500 เยน นอกจากจะสามารถเลือกกินชีสได้ไม่อั้นแล้ว ในเซ็ตยังรวมพิซซ่า ขนมปัง และสลัดไว้ด้วย

 

 

นอกจากนี้เวลาสั่งชีสมา พนักงานจะอธิบายถึงชีสแต่ละชนิดให้ฟังอีกด้วย ดื่มไวน์ไป กินชีสไปด้วย ยิ่งอร่อยขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนรักชีสเลย บอกไว้นิดนึงว่าบุฟเฟต์ของที่นี่รับจองอย่างเดียวเท่านั้นค่ะ

5. Delice tart and Cafe Ginza (デリス タルト&カフェ)【บุฟเฟต์ทาร์ต】

 

ที่สุดท้ายที่จะแนะนำสายของหวานก็ห้ามพลาดอีกเช่นกันค่ะ เพราะที่นี่เป็นร้านบุฟเฟต์ทาร์ต อยู่ในย่านหรูหราอย่างย่านกินซ่า ทุกคนจะได้กินบุฟเฟต์ทาร์ตผลไม้ต่าง ๆ ตามฤดูกาลในเวลา 2 ชั่วโมง ราคา 2,500 เยน คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เพราะทาร์ตชิ้นเดียวก็ 750 เยนแล้ว มีให้ทาร์ตให้เลือกหลากหลายแบบ รวมถึงชีสเค้ก มัฟฟิน และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

ร้านตกแต่งในบรรยากาศสบาย ๆ กับเค้กหน้าตาน่ากิน เหมาะกับสาว ๆ ที่ชอบแชะภาพลงโซเชียลอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีสลัดบาร์และดริงค์บาร์แก้เลี่ยนจากของหวานด้วยค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ ร้านบุฟเฟต์ 5 ร้านที่แนะนำไป ในโตเกียวยังมีร้านบุฟเฟต์อาหารชนิดอื่น ๆ อีกเพียบเลยค่ะ ลองแวะกันไปดูนะคะ    UFABET เว็บตรง